ขับรถอยู่ดี ๆ แล้วเริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ ทั้งเสียงเอี๊ยดตอนเบรค เสียงกึกกักตอนผ่านหลุม หรือเสียงครางจากล้อ หลายคนมักคิดว่าเดี๋ยวก็หายแล้วขับต่อไป แต่ความจริงคือรถมีเสียงดังแทบทุกครั้งมีที่มา และมักเป็นสัญญาณว่าชิ้นส่วนบางอย่างกำลังสึกหรอ บทความนี้จะพาไปดูว่าเสียงแต่ละแบบบอกอะไร สาเหตุมาจากจุดไหนได้บ้าง เสียงแบบไหนที่ต้องรีบเข้าอู่ และจะป้องกันยังไงไม่ให้กลับมาอีก อ่านจบแล้วฟังเสียงรถตัวเองออกแน่นอน
รถมีเสียงดังเกิดจากอะไร? ทำไมไม่ควรมองข้าม
รถที่สภาพสมบูรณ์จะทำงานเงียบและนุ่มนวลตามที่ผู้ผลิตออกแบบไว้ เมื่อไหร่ที่เริ่มมีเสียงผิดปกติ นั่นแปลว่ามีชิ้นส่วนบางตัวเสียดสี หลวม หรือสึกจนเกิดระยะคลอน ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของปัญหาที่ยังแก้ได้ไม่แพง แต่ถ้าปล่อยไว้จนเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ความเสียหายมักลามไปยังชิ้นส่วนข้างเคียงจนค่าซ่อมบานปลาย ที่สำคัญกว่านั้นคือเสียงหลายแบบมาจากระบบเบรคและช่วงล่างซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง จึงไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
ประเภทเสียงดังจากรถที่ควรสังเกต
ก่อนจะหาสาเหตุ ลองแยกก่อนว่าเสียงมาจากโซนไหนของรถ เพราะแต่ละโซนบอกปัญหาต่างกัน
เสียงดังจากล้อ
มักเป็นเสียงหวีดหรือเสียงครางที่ดังขึ้นตามความเร็วรถ บางครั้งเปลี่ยนระดับเวลาเลี้ยวซ้ายหรือขวา ส่วนใหญ่เกี่ยวกับลูกปืนล้อหรือสภาพยาง
เสียงดังจากช่วงล่าง
เป็นเสียงกึกกักหรือเสียงกุกกักตอนขับผ่านหลุม ลูกระนาด หรือทางขรุขระ มักมาจากบูช โช้คอัพ หรือจุดยึดที่หลวม
เสียงดังจากเครื่องยนต์
เสียงแกร็ก ๆ เสียงเคาะ หรือเสียงครืดจากห้องเครื่อง มักเกี่ยวกับการหล่อลื่น สายพาน หรือชิ้นส่วนภายในที่สึกหรอ
เสียงดังจากระบบเบรค
เสียงเอี๊ยด เสียงครูด หรือเสียงโลหะเสียดสีที่เกิดเฉพาะตอนเหยียบเบรค เป็นกลุ่มเสียงที่อันตรายที่สุดและควรเช็กเป็นอันดับแรก
เสียงดังจากใต้ท้องรถ
เสียงกระแทกหรือเสียงครืดจากใต้ท้อง อาจมาจากเพลากลาง ยอย ท่อไอเสียหลวม หรือชิ้นส่วนที่คลายตัว
สาเหตุที่ทำให้รถมีเสียงดัง
เมื่อพอจับโซนได้แล้ว มาไล่ดูต้นเหตุที่พบบ่อยกันทีละจุด
ผ้าเบรคสึกหรือหมดอายุการใช้งาน
เมื่อผ้าเบรคบางจนถึงขีดจำกัด เหล็กเตือนจะเสียดสีกับจานเบรคจนเกิดเสียงเอี๊ยดหรือเสียงครูด ถือเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของเสียงเบรค
จานเบรคคดหรือเป็นรอย
จานเบรคที่คดหรือมีร่องลึกจะทำให้ผ้าเบรคสัมผัสไม่สม่ำเสมอ เกิดเสียงและแรงสั่นที่แป้นเบรคหรือพวงมาลัยตอนเหยียบเบรค
ลูกสูบดิสเบรคติดขัดหรือเสื่อมสภาพ
เมื่อลูกสูบคาลิปเปอร์เบรคเกิดสนิม ซีลบวม หรือติดขัดจนดันกลับไม่สุด ผ้าเบรคจะแตะจานอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีเสียงครูดขณะขับ ผ้าเบรคสึกเร็วผิดปกติ และเบรคร้อนจัดจนเสี่ยงเบรคเฟด
ลูกปืนล้อหลวมหรือเสีย
ลูกปืนล้อที่สึกจะเกิดเสียงหวีดหรือเสียงครางที่ดังขึ้นตามความเร็ว และมักเปลี่ยนระดับเสียงเวลาเลี้ยว เพราะน้ำหนักถ่ายไปอีกฝั่ง
โช้คอัพหรือบูชช่วงล่างเสื่อม
ยางบูชที่แข็งกรอบหรือโช้คที่หมดสภาพจะทำให้เกิดเสียงกึกกักตอนผ่านทางขรุขระ พร้อมอาการรถย้วยและควบคุมยากขึ้น
ยางรถยนต์สึกไม่เท่ากัน
ยางที่สึกเป็นบั้งหรือสึกไม่สม่ำเสมอจะเกิดเสียงครางดังขณะวิ่ง มักมาจากศูนย์ล้อเพี้ยนหรือไม่ได้สลับยางตามระยะ
น็อตล้อหรือชิ้นส่วนช่วงล่างหลวม
น็อตหรือจุดยึดที่คลายตัวจะทำให้เกิดระยะขยับและมีเสียงกระแทก จุดนี้ตรวจง่ายแต่หลายคนมองข้าม และอันตรายกว่าที่คิด
เครื่องยนต์มีการสึกหรอหรือขาดการหล่อลื่น
ถ้าน้ำมันเครื่องขาดหรือเสื่อมสภาพ ชิ้นส่วนภายในจะเสียดสีกันมากขึ้นจนเกิดเสียงเคาะหรือเสียงแกร็ก และสึกหรอเร็วกว่าปกติ
ทำไมลูกสูบดิสเบรคถึงเกี่ยวข้องกับอาการรถมีเสียงดัง
ลูกสูบดิสเบรคคือชิ้นส่วนในคาลิปเปอร์ที่ทำหน้าที่ดันผ้าเบรคให้จับกับจานเบรคเมื่อเราเหยียบเบรค และต้องถอยกลับเมื่อปล่อยเบรค กลไกนี้ต้องเคลื่อนที่ได้ลื่นตลอดเวลา แต่ถ้าลูกสูบเป็นสนิม ซีลบวม หรือฝุ่นเบรคเข้าไปสะสมจนขยับฝืด ผ้าเบรคก็จะแตะจานค้างอยู่แม้ไม่ได้เหยียบ ผลที่ตามมาคือเสียงครูดขณะขับ ผ้าเบรคและจานสึกเร็วผิดปกติ ล้อร้อนจัด และรถกินน้ำมันขึ้นเพราะมีแรงต้าน นี่คือเหตุผลว่าทำไมช่างจึงตรวจลูกสูบและคาลิปเปอร์ควบคู่ไปกับผ้าเบรคเสมอ โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ใช้เบรคหนักและต่อเนื่อง
รถมีเสียงดังแบบไหนที่ควรรีบเข้าตรวจเช็ก
ไม่ใช่ทุกเสียงจะฉุกเฉินเท่ากัน แต่มีบางเสียงที่ควรเข้าอู่ทันที เช่น เสียงโลหะครูดกับโลหะตอนเบรค เพราะแปลว่าผ้าเบรคหมดแล้วและกำลังกินจาน เสียงกระแทกดังใต้ท้องรถขณะเร่งหรือออกตัวที่อาจมาจากเพลาหรือยอย เสียงเคาะจากเครื่องยนต์ที่บ่งบอกปัญหาการหล่อลื่น หรือเสียงที่มาพร้อมอาการอื่น เช่น เบรคลึกผิดปกติ พวงมาลัยสั่น รถดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีกลิ่นไหม้ ถ้าเจอกลุ่มนี้อย่าฝืนขับต่อ ควรจอดตรวจหรือเรียกช่างจะปลอดภัยที่สุด
วิธีตรวจเช็กเบื้องต้นเมื่อรถมีเสียงดัง
ก่อนเข้าอู่ ลองเก็บข้อมูลเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อน จะช่วยให้ช่างหาจุดได้ไวขึ้น
ฟังตำแหน่งของเสียงว่ามาจากจุดไหน
ลองปิดแอร์ ปิดเพลง แล้วเปิดกระจกฟังว่าเสียงมาจากด้านหน้า ด้านหลัง ซ้ายหรือขวา เพื่อจำกัดขอบเขตให้แคบลง
สังเกตว่าเสียงเกิดตอนเบรค เลี้ยว เร่ง หรือขับทางขรุขระ
จังหวะที่เกิดเสียงบอกต้นเหตุได้เยอะ เช่น ดังตอนเบรคมักเกี่ยวกับระบบเบรค ดังตอนผ่านหลุมมักเป็นช่วงล่าง ส่วนดังตามความเร็วมักเป็นลูกปืนล้อ
ตรวจคราบรั่วซึมบริเวณล้อและช่วงล่าง
ดูว่ามีคราบน้ำมันหรือจาระบีเยิ้มบริเวณล้อ ดุมล้อ หรือโช้คหรือไม่ เพราะการรั่วซึมมักมาคู่กับชิ้นส่วนที่เริ่มเสีย
เช็กสภาพผ้าเบรค จานเบรค และลูกสูบดิสเบรค
ลองมองผ่านช่องล้อดูความหนาของผ้าเบรคและผิวจานว่ามีร่องลึกไหม รวมถึงสังเกตว่าล้อข้างใดข้างหนึ่งร้อนกว่าปกติหรือเปล่า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าลูกสูบอาจติดขัด
นำรถเข้าตรวจระบบเบรคและช่วงล่างอย่างละเอียด
ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรให้ช่างยกรถขึ้นถอดล้อตรวจอย่างละเอียด จะเห็นสภาพจริงของทุกชิ้นส่วนและแก้ได้ตรงจุดกว่าเดา
วิธีแก้ไขเมื่อรถมีเสียงดังผิดปกติ
เมื่อรู้ต้นเหตุแล้ว การแก้ไขก็ตรงไปตรงมาตามจุดที่มีปัญหา
เปลี่ยนผ้าเบรคหรือจานเบรคที่สึกหรอ
ถ้าผ้าเบรคบางถึงขีดควรเปลี่ยนทันที ส่วนจานเบรคถ้ามีร่องลึกหรือคดก็ควรเจียรหรือเปลี่ยนใหม่ให้ผิวเรียบเสมอกัน
ตรวจซ่อมหรือเปลี่ยนลูกสูบดิสเบรค
ถ้าลูกสูบติดขัดหรือเป็นสนิม ช่างจะถอดคาลิปเปอร์มาทำความสะอาดและเปลี่ยนซีล แต่ถ้าผิวลูกสูบเสียหายหรือเป็นสนิมกินลึกแล้วก็ควรเปลี่ยนตัวใหม่
เปลี่ยนลูกปืนล้อหรืออะไหล่ช่วงล่างที่เสียหาย
ลูกปืนล้อที่หลวมหรือมีเสียง รวมถึงบูชและโช้คที่หมดสภาพ ควรเปลี่ยนตามสภาพจริง อย่าปล่อยจนกระทบชิ้นส่วนอื่น
ขันน็อตและตรวจจุดยึดต่าง ๆ ให้แน่น
ไล่ตรวจน็อตล้อ จุดยึดช่วงล่าง และแคลมป์ท่อไอเสียให้แน่นตามค่าแรงขันที่กำหนด บางครั้งเสียงกวนใจก็จบแค่ตรงนี้
ตรวจเช็กเครื่องยนต์และระบบหล่อลื่น
เช็กระดับและคุณภาพน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนตามระยะ และตรวจสายพานกับชุดปรับตั้ง เพื่อลดเสียงที่มาจากห้องเครื่อง
วิธีป้องกันไม่ให้รถมีเสียงดังซ้ำ
ซ่อมจบแล้วก็ควรดูแลต่อเนื่อง จะช่วยให้รถเงียบและปลอดภัยไปได้อีกนาน
ตรวจเช็กระบบเบรคตามระยะ
ควรตรวจผ้าเบรค จานเบรค และคาลิปเปอร์ตามระยะที่กำหนด เพราะเป็นระบบที่สึกหรอตลอดการใช้งานและเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง
หมั่นสังเกตเสียงผิดปกติขณะขับรถ
ถ้าเริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ ให้รีบเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่ารอจนดังมาก เพราะปัญหาเล็กมักลามเป็นปัญหาใหญ่และแพงขึ้น
เปลี่ยนอะไหล่ที่เสื่อมสภาพก่อนลุกลาม
อะไหล่ทุกชิ้นมีอายุการใช้งาน ถ้าถึงระยะหรือเริ่มมีอาการก็ควรเปลี่ยนก่อนที่มันจะพังกลางทางและดึงชิ้นอื่นเสียตาม
เลือกใช้อะไหล่ระบบเบรคและช่วงล่างที่ตรงรุ่น
เวลาต้องเปลี่ยนอะไหล่ ควรเลือกลูกสูบดิสเบรคและชิ้นส่วนระบบเบรคที่ตรงรุ่นและได้มาตรฐาน เพราะของคุณภาพต่ำมักเป็นสนิมหรือติดขัดไว ทำให้กลับมามีเสียงและต้องซ่อมซ้ำในเวลาไม่นาน เลือกของดีตั้งแต่แรกจึงคุ้มกว่าทั้งเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย
สรุปรถมีเสียงดังควรรีบหาสาเหตุก่อนกระทบความปลอดภัยในการขับขี่
จะเห็นว่ารถมีเสียงดังมีต้นเหตุได้หลายจุด ตั้งแต่ผ้าเบรคสึก จานเบรคคด ลูกสูบดิสเบรคติดขัด ลูกปืนล้อหลวม ไปจนถึงบูชช่วงล่างและเครื่องยนต์ที่ขาดการหล่อลื่น โดยเฉพาะกลุ่มเสียงจากระบบเบรคที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพราะกระทบความปลอดภัยโดยตรง ถ้าหมั่นฟังเสียงรถ ตรวจเช็กตามระยะ และเลือกใช้อะไหล่ที่ตรงรุ่นได้มาตรฐาน ก็ช่วยให้รถของคุณขับได้เงียบ นุ่มนวล และปลอดภัยไปได้อีกยาว
Q.C. Auto Partsประสบการณ์ด้านอะไหล่มากกว่า 20 ปี เราคัดสรรและนำเข้าอะไหล่รถยนต์คุณภาพจากโรงงานที่ได้มาตรฐานระดับโลก ติดต่อปรึกษาฟรีคลิก
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับวิธีแก้รถมีเสียงดัง
Q: รถมีเสียงดังตอนเบรคยังขับต่อได้ไหม?
A: ถ้าเป็นเสียงเอี๊ยดเบา ๆ พอขับเข้าอู่ได้อย่างระมัดระวัง แต่ถ้าเป็นเสียงโลหะครูดกับโลหะ ควรหยุดขับและเข้าอู่ทันที เพราะผ้าเบรคหมดแล้วและกำลังกินจาน
Q: เสียงดังตอนขับผ่านหลุมเกิดจากอะไรมากที่สุด?
A: ส่วนใหญ่มาจากยางบูชที่แข็งกรอบ โช้คอัพหมดสภาพ หรือจุดยึดช่วงล่างที่หลวม ทำให้เกิดระยะขยับและเสียงกระแทก
Q: รู้ได้อย่างไรว่าลูกสูบดิสเบรคติดขัด?
A: สังเกตว่าล้อข้างนั้นร้อนกว่าปกติหลังขับ มีเสียงครูดตลอดแม้ไม่ได้เหยียบเบรค ผ้าเบรคสึกเร็วผิดปกติ หรือรถดึงไปข้างใดข้างหนึ่งตอนเบรค
Q: รถมีเสียงดังซ่อมแพงไหม?
A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ถ้าเป็นน็อตหลวมหรือผ้าเบรคสึกมักไม่แพง แต่ถ้าปล่อยจนจานเบรค คาลิปเปอร์ หรือลูกปืนล้อเสียหายด้วยจะแพงขึ้นมาก การเช็กแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยประหยัดได้
Q: รถใหม่มีเสียงดังผิดปกติได้ไหม?
A: ได้เช่นกัน แม้จะพบน้อยกว่า อาจมาจากอะไหล่ที่ยังไม่เข้าที่ จุดยึดที่ขันไม่แน่น หรือชิ้นส่วนที่มีปัญหาจากโรงงาน ถ้ายังอยู่ในประกันควรเข้าศูนย์ให้ตรวจ