เปิดจันทร์ - เสาร์

09.00 - 18.00

8 อาการปั๊มน้ำรถยนต์เสีย รีบเช็กก่อนเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท

อาการปั๊มน้ำรถยนต์เสีย

เลือกหัวข้อที่สนใจ คลิกอ่านได้เลย

ใครที่เคยเจอรถเครื่องร้อนจัดจนต้องจอดริมทางด่วน หรือเห็นควันขาวโขมงพุ่งออกมาจากฝากระโปรง คงรู้สึกตกใจและหงุดหงิดไม่น้อย ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบหล่อเย็นที่มีปัญหา และตัวการสำคัญที่มักถูกมองข้ามก็คือปั๊มน้ำรถยนต์เสีย ซึ่งถ้าเราสามารถสังเกตอาการปั๊มน้ำรถยนต์เสียได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนต้องซ่อมเครื่องยนต์ใหญ่ได้

วันนี้ Q.C. Auto Parts จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ 8 สัญญาณเตือนที่บอกว่าปั๊มน้ำรถยนต์เสีย อาการต่าง ๆ ที่ควรรู้ พร้อมสาเหตุและวิธีดูแลที่ถูกต้อง เพื่อให้รถของคุณวิ่งได้อย่างปลอดภัยและยืดอายุ

อาการปั๊มน้ำรถยนต์เสีย

ปั๊มน้ำรถยนต์คืออะไร สำคัญต่อเครื่องยนต์แค่ไหน?

ก่อนจะไปดูอาการต่าง ๆ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าปั๊มน้ำรถมีหน้าที่อะไรบ้าง ปั๊มน้ำเป็นหัวใจสำคัญของระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์ ทำหน้าที่สูบน้ำยาหล่อเย็นจากหม้อน้ำไปหมุนเวียนผ่านเครื่องยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูดความร้อนออกมาแล้วส่งกลับไประบายความร้อนที่หม้อน้ำอีกครั้ง

ถ้าปั๊มน้ำทำงานผิดปกติหรือเสีย น้ำยาหล่อเย็นก็จะไหลเวียนไม่ดี ส่งผลให้เครื่องยนต์ร้อนเกินไป และอาจเกิดความเสียหายร้ายแรงตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นปะเก็นฝาสูบแตก เพลาข้อเหวี่ยงบิดงอ หรือแม้กระทั่งบล็อกเครื่องยนต์แตก ซึ่งค่าซ่อมสูงลิ่ว

8 อาการปั๊มน้ำรถยนต์เสีย

เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญของปั๊มน้ำแล้ว มาดูกันว่ามีสัญญาณเตือนอะไรบ้างที่บอกว่าปั๊มน้ำกำลังจะเสียหรือเสียแล้ว การรู้จักสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้เราดูแลรถได้ทันท่วงที

1. การรั่วไหลของน้ำยาหล่อเย็น

นี่คืออาการที่พบได้บ่อยที่สุดและสังเกตเห็นได้ง่าย ถ้าเห็นคราบน้ำสีเขียว สีส้ม หรือสีชมพูแฉะอยู่ใต้รถหลังจากจอดทิ้งไว้ หรือเห็นคราบแห้งเป็นผลึกรอบ ๆ บริเวณด้านหน้าเครื่องยนต์ นั่นแสดงว่ามีการรั่วไหลแน่นอน

จุดที่มักจะรั่วได้ง่ายคือตรงปะเก็นที่ติดระหว่างปั๊มน้ำกับบล็อกเครื่องยนต์ หรือที่ตัว Seal ของแกนปั๊มน้ำเอง เมื่อซีลเสื่อมสภาพ น้ำยาหล่อเย็นก็จะรั่วออกมา ทำให้ระดับน้ำลดลงและเครื่องยนต์เริ่มร้อนขึ้น

2. เสียงหอนหรือเสียงครืดคราดจากลูกปืนปั๊มน้ำ

เสียงดังผิดปกติจากบริเวณปั๊มน้ำเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม อาจเป็นเสียงครูดแหลม เสียงหอน หรือเสียงกรอกแกรก สาเหตุมักมาจากแบริ่งภายในปั๊มน้ำที่สึกหรอ ใบพัดหลวม หรือแกนหมุนที่โยก

เสียงเหล่านี้มักจะชัดเจนขึ้นเมื่อเครื่องยนต์เย็นหรือเมื่อเร่งเครื่อง ถ้าได้ยินควรรีบให้ช่างเช็กทันที เพราะถ้าปล่อยไว้ แบริ่งอาจแตกและทำให้ปั๊มน้ำเสียสนิท

3. เครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheating) ผิดปกติ

นี่คืออาการที่อันตรายที่สุด เมื่อปั๊มน้ำทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ น้ำยาหล่อเย็นจะไหลเวียนไม่เพียงพอ ทำให้เครื่องยนต์ระบายความร้อนไม่ได้ คุณจะสังเกตเห็นจากเข็มวัดอุณหภูมิชี้ขึ้นสูงเข้าใกล้โซนสีแดง หรือไฟเตือนเครื่องร้อนติดขึ้น

ถ้าเจอสถานการณ์นี้ ห้ามขับรถต่อเด็ดขาด ให้หยุดรถที่ปลอดภัยทันที ดับเครื่องและปล่อยให้เย็นลง เพราะการขับต่อจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักและค่าซ่อมสูงมาก

4. การทำงานของเครื่องยนต์ที่ไม่เสถียร

เมื่อปั๊มน้ำมีปัญหา โดยเฉพาะแบริ่งหลวมหรือแกนโยก อาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานไม่เรียบ คุณจะรู้สึกถึงการสั่นไหวผิดปกติที่พวงมาลัยหรือคันเกียร์ หรือรอบเครื่องขึ้นลงผิดปกติตอนไอดี สาเหตุมาจากตัวปั๊มน้ำที่ไม่สมดุลเมื่อหมุน ทำให้สายพานดึงเครื่องยนต์ไปมา

5. เกจ์วัดความร้อนแกว่งขึ้นลงอย่างผิดสังเกต

ตามปกติเข็มวัดอุณหภูมิควรอยู่ในระดับคงที่ตอนเครื่องร้อนปกติ แต่ถ้าเข็มแกว่งขึ้นลงผิดปกติ บางครั้งเข้าใกล้โซนร้อน บางครั้งก็ลงมาโซนเย็น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าปั๊มน้ำทำงานไม่ต่อเนื่อง หรือการไหลเวียนของน้ำยาหล่อเย็นไม่สม่ำเสมอ

ปัญหานี้อาจเกิดจากใบพัดที่เสื่อมสภาพหรือหลุด ทำให้บางครั้งสูบน้ำได้ บางครั้งไม่ได้ ควรให้ช่างตรวจสอบโดยเร็ว

6. มีไอน้ำหรือควันขาวออกจากฝากระโปรงรถ

เมื่อปั๊มน้ำทำงานไม่ดี น้ำยาหล่อเย็นจะไหลเวียนช้า ทำให้ความร้อนสะสมในระบบ เมื่อน้ำยาร้อนจัดเกินไป อาจเกิดการเดือดและพ่นไอน้ำออกมาที่ฝาหม้อน้ำ หรือคุณอาจเห็นควันขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากบริเวณเครื่องยนต์

นี่เป็นสัญญาณอันตราย ต้องจอดรถและดับเครื่องทันที อย่าเปิดฝาหม้อน้ำตอนเครื่องร้อนเพราะไอน้ำร้อนจัดอาจพุ่งออกมาทำให้ลวกได้

7. ระบบทำความร้อนในรถยนต์ (Heater) ทำงานไม่ปกติ

ระบบฮีทเตอร์ทำงานโดยใช้ความร้อนจากน้ำยาหล่อเย็นที่ไหลผ่าน ถ้าปั๊มน้ำทำงานไม่ดี น้ำยาจะไหลเวียนไม่พอ ทำให้ฮีทเตอร์เป่าลมไม่ร้อนหรือร้อนช้ากว่าปกติ ถ้าสังเกตว่าในวันที่อากาศหนาว ฮีทเตอร์ไม่ค่อยร้อนหรือต้องรอนานกว่าจะร้อน อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บอกว่าระบบหล่อเย็นมีปัญหา

8. รอบเดินเบาไม่เสถียร หรือมีอาการสั่นขณะเครื่องยนต์ทำงาน

เมื่อปั๊มน้ำมีปัญหา โดยเฉพาะแบริ่งสึกหรอหรือใบพัดเสียหาย อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในการหมุน ส่งผลให้เครื่องยนต์สั่นหรือรอบเดินเบาไม่เสถียร คุณจะรู้สึกถึงการสั่นที่พวงมาลัย เกียร์ หรือตัวรถทั้งคัน โดยเฉพาะเมื่อจอดติดไฟแดงหรือตอนเครื่องยนต์เพิ่งสตาร์ท

สาเหตุเกิดจากแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านสายพานไปยังเครื่องยนต์ ถ้าเจออาการแบบนี้ควรให้ช่างตรวจสอบทั้งระบบหล่อเย็นและสายพาน

สาเหตุหลักที่ทำให้ปั๊มน้ำรถยนต์เสียหาย

เมื่อรู้จักอาการต่าง ๆ แล้ว มาดูกันว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ปั๊มน้ำเสีย การรู้จักสาเหตุจะช่วยให้เราดูแลรักษาได้ดีขึ้น และป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง

การสึกหรอตามอายุการใช้งานและระยะทางวิ่ง

นี่คือสาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นธรรมชาติ ปั๊มน้ำเป็นชิ้นส่วนที่ทำงานหนักตลอดเวลาที่เครื่องยนต์ติด หมุนหลายพันรอบต่อนาที ทำให้แบริ่ง ซีล และใบพัดภายในค่อย ๆ สึกหรอตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไปปั๊มน้ำมีอายุใช้งานประมาณ 80,000-100,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 5-7 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลด้วย

รถที่วิ่งในเมือง ติดรถบ่อย หรือใช้งานหนัก ปั๊มน้ำอาจจะอายุสั้นกว่ารถที่วิ่งทางไกลหรือใช้งานเบา ดังนั้นการเช็กและบำรุงรักษาตามระยะเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ารถของคุณใกล้ถึงระยะนี้แล้ว ควรให้ช่างเช็กสภาพปั๊มน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อเตรียมพร้อมเปลี่ยนก่อนที่จะเสียกะทันหัน

ปัญหาจากคุณภาพน้ำยาหล่อเย็น (การไม่ใช้ Coolant)

การใช้น้ำเปล่าหรือน้ำหล่อเย็นที่มีคุณภาพต่ำเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้ปั๊มน้ำเสียเร็ว น้ำเปล่าจะทำให้เกิดสนิมและตะกรันภายในระบบหล่อเย็น ซึ่งไปอุดตันหรือกัดกร่อนใบพัดและชิ้นส่วนภายในปั๊มน้ำ นอกจากนี้น้ำเปล่ายังไม่มีสารป้องกันการกัดกร่อนและหล่อลื่นซีลเหมือนน้ำยาหล่อเย็นที่ดีมีคุณภาพ

น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) ที่ดีจะมีสารป้องกันสนิม สารหล่อลื่นซีล และสารควบคุม pH ที่ช่วยปกป้องระบบหล่อเย็นและปั๊มน้ำ ควรใช้น้ำยาหล่อเย็นที่มีคุณภาพและเปลี่ยนตามระยะที่แนะนำ โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 40,000-60,000 กิโลเมตร หรือทุก 2-3 ปี และอย่าลืมเลือกใช้น้ำยาหล่อเย็นที่เหมาะสมกับรถของคุณ

ความตึงของสายพานขับเคลื่อนมากหรือน้อยเกินไป

สายพานที่ขับเคลื่อนปั๊มน้ำมีความสำคัญมาก ถ้าสายพานมีความตึงไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปั๊มน้ำและอายุการใช้งาน สายพานที่หลวมเกินไปจะทำให้ปั๊มน้ำหมุนไม่เต็มรอบ น้ำยาหล่อเย็นจะไหลเวียนไม่เพียงพอ และสายพานอาจลื่นจนทำให้เกิดความร้อนสูง ในทางกลับกัน สายพานที่ตึงเกินไปจะสร้างแรงกดทับมากเกินไปต่อแบริ่งของปั๊มน้ำ ทำให้สึกหรอเร็วผิดปกติ

การตรวจสอบและปรับความตึงของสายพานควรทำโดยช่างที่มีประสบการณ์ โดยใช้เครื่องมือวัดที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังควรเช็กสภาพของสายพานว่ามีรอยร้าว แตก หรือลอกหลุดหรือไม่ ถ้าสายพานเก่าหรือเสื่อมสภาพควรเปลี่ยนใหม่ เพราะถ้าสายพานขาดขณะขับรถ ปั๊มน้ำจะหยุดทำงานทันที และเครื่องยนต์จะร้อนจัดภายในไม่กี่นาที

สรุป

การรู้จักอาการปั๊มน้ำรถยนต์เสียทั้ง 8 ข้อนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูแลรถได้ดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ที่อาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์ การตรวจสอบระบบหล่อเย็นอย่างสม่ำเสมอ การใช้น้ำยาหล่อเย็นที่มีคุณภาพ และการเปลี่ยนปั๊มน้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้รถของคุณวิ่งได้อย่างปลอดภัยและยืนอายุการใช้งาน อย่าลืมว่าการป้องกันดีกว่าแก้ไข และถ้าสงสัยหรือพบอาการผิดปกติใด ๆ ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญทันที

ทำไมควรเชื่อถือคำแนะนำจาก Q.C. Auto Parts

จากประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการอะไหล่รถยนต์ตั้งแต่ปี 2546 ทีมงาน Q.C. Auto Parts ได้พบเจอปัญหาปั๊มน้ำรถยนต์เสียมาแล้วนับไม่ถ้วนครั้ง เราไม่ได้แค่ขายอะไหล่ แต่เราเข้าใจลึกซึ้งถึงอาการและสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

เรามีปั๊มน้ำรถยนต์หลากหลายแบรนด์คุณภาพทั้ง TAIFU, HI-TRUX, FIX-DRIVE, GAX, OKUL, NUK และ KAO-TOTA ที่ผ่านการทดสอบและคัดสรรมาอย่างดี พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา ไม่ใช่แค่ขายแล้วจบ แต่เราดูแลจนรถคุณวิ่งได้อย่างปลอดภัย

ติดต่อปรึกษาฟรี: 

หจก. คิวซี ออโตพาร์ท (Q.C. Auto Parts) 📍 

ที่อยู่: 149 ตรอกสะพานยาว ถนนมหาเศรษฐ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ 

เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9.00 – 18.00 น. 

เบอร์โทร: 022349388

Line: LINE

สโลแกนโลเร็ม อิปซัม คำไกด์ไลน์เท่านั้น

โลเร็มอิปซัม คำไกด์ไลน์เท่านั้น โลเร็มอิปซัมคำไกด์ไลน์เท่านั้น
โลเร็มอิปซัม คำไกด์ไลน์เท่านั้น โลเร็มอิปซัมคำไกด์ไลน์เท่านั้นโลเร็มอิปซัม คำไกด์ไลน์เท่านั้นโลเร็มอิปซัมคำไกด์ไลน์เท่านั้น
โลเร็มอิปซัม คำไกด์ไลน์เท่านั้น โลเร็มอิปซัมคำไกด์ไลน์เท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

คัปปลิ้ง (Coupling) คืออะไร? เจาะลึกคัปปลิ้งแบบต่างๆที่ใช้ในอุตสาหกรรม พร้อมวิธีการเลือกใช้งาน

คัปปลิ้ง (Coupling) คืออะไร? หน้าที่ ประเภท ปัญหา และวิธีแก้ไขครบจบ

ดิสเบรค

ดรัมเบรก กับ ดิสเบรค คืออะไร? ความแตกต่าง แล้วเลือกแบบไหนดีกว่ากัน